ฝึกท่อง ก-ฮ กันเถอะ

ก.กิ๊ก หาไม่ยาก ไม่ลำบากแค่มือไว
ข.ไข่ ไขหัวใจ ใช้คารมนิยมกัน
ฃ.ขวด ชวนดวดเหล้า เมื่อกิ๊กเราสนิทพลัน
ค.ควาย ใช้เรียกกัน เมื่อแฟนท่านเป็นกิ๊กเรา
ฅ.ฅน ค้นหาไป ค้นหาใคร ถูกใจเขา
ฆ.ระฆัง ดังปลุกเร้า ใจกระเส่าเรากระสัน
ง.งู อยู่บนหัว มีกันทั่ว ตัวเราท่าน
จ.จูบ จูบเธอนั่น สุดระส่ำ สำราญใจ
ฉ.ฉิ่ง หญิงกิ๊กคู่ เพลิดเพลินอยู่ มิสนใคร
ช.ช้าง ช่างประไร เรื่องหัวใจ ไม่เกี่ยวกัน
ซ.โซ่ อย่าเซ่อซ่า แฟนเดินมา พาหลบพลัน
ฌ.เฌอ บอกเธอนั่น แค่เพื่อนกัน มิมีไร
ญ.หญิง นั่นโปรดรู้ ชายเจ้าชู้ พิสูจน์ได้
ฎ.ชฎา พาสวมใส่ หน้าแฟนไซร้ ใส่ชฎา
ฏ.ปฏัก รักแอบซ่อน วัยละอ่อน ร่อนใจมา
ฐ.ฐาน มิพานช้า รากฐานแน่น แฟนเชื่อใจ
ฒ.เฒ่า เธอไม่โง่ อุตส่าห์โม้ ให้หลงใหล
ณ.ณรงค์ จงต่อสู้ บอกให้รู้ ให้ชัดเจน
ด.เด็ก ที่เธอเห็น เป็นเพียงเพื่อนโปรดเชื่อที
ต.เต่า เธอไม่โง่ อุตส่าห์โม้ หลายนาที
ธ.ธำรงค์ อันวงนี้ พี่ให้น้องแต่ผู้เดียว
ท.ทูน หัวของผัวจ๋า เชื่อเถิดหนา เธอมะเกี่ยว
ถ.โธ่ถัง ม่อตัวเดียว ทำเราเสียว เกือบเลิกกะแฟน
น.น้องหนู ต้องระวัง เจอครั้งหน้าอย่าเกาะแขน
บ.บอก บอกกับแฟน ที่เกาะแขน แค่น้องกัน
ป.ปลา ปลอดเรื่องแล้ว หัวใจแป้ว แป่วนะนั่น
ผ.ผึ้ง ผู้กิ๊กกัน ความสำคัญ ต้องรองแฟน
ฝ.ฝ่อ เธอจับได้ เราให้ใครไปควงแขน
พ.พอ พอแล้วแฟน จะหวงแขนมิแบ่งใคร
ภ.สำเภา เราเขารู้ พินิจดู พอรู้ได้
ม.ม่อ กันต่อไป ตราบหัวใจยังกิ๊กกัน
ย.หยุด พอแฟนรู้ เธอไม่อยู่กิ๊กต่อพลัน
ร.เรา เรากิ๊กกัน แสนสุขสันต์ สำราญใจ
ล.ล่อ หลังป้อกิ๊ก ระรี้ริก กิ๊กชอบใจ
ว.ว๊า พาหน่ายใจ กิ๊กบอกไม่ เมนเธอมา
ศ.เศร้า เฉาเลยนี่ โถได้ที่ หนีแฟนมา
ษ.ษอ อะไรหว่า ตูจะบ้า ขอผ่านไป
ส.เสือ หิวโซเซ โอ้ละเห่ แสนเสียใจ
ห.หา ลาก่อนนู๋ เดี๋ยวแฟนตรู เค้ารู้ทัน
อ.อ่วม แน่เลยฉัน ถ้าแฟนนั้น เค้ารู้ที
ฮ.นกฮูก ตัวสุดท้าย ก่อนจากไปในวันนี้ ท่องไว้ นะเด็กดี หากคิดมี(กิ๊ก)ไว้แก้

โพสท์ใน Uncategorized | 15 ความเห็น

วันอาสาฬหบูชา

วันอาสาฬหบูชา (บาลี: อาสาฬหปูชา; อังกฤษ: Asalha Puja) เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของชาวพุทธเถรวาทและวันหยุดราชการในประเทศไทย คำว่า อาสาฬหบูชา ย่อมาจาก “อาสาฬหปูรณมีบูชา” แปลว่า “การบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ” อันเป็นเดือนที่สี่ตามปฏิทินของประเทศอินเดีย ตรงกับวันเพ็ญ เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งมักจะตรงกับเดือนมิถุนายนหรือเดือนกรกฎาคม แต่ถ้าในปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็ให้เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 8 หลังแทน สำหรับในปี พ.ศ. 2552 นี้ วันอาสาฬหบูชาจะตรงกับวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม ตามปฏิทินสุริยคติ

วันอาสาฬหบูชาได้รับการยกย่องเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 45 ปี ก่อนพุทธศักราช ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 คือวันอาสาฬหปุรณมีดิถี หรือวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นมคธ อันเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาเป็นครั้งแรกเป็นปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แก่ปัญจวัคคีย์

การแสดงธรรมครั้งนั้นทำให้พราหมณ์โกณฑัญญะ 1 ใน 5 ปัญจวัคคีย์ เกิดความเลื่อมใสในพระธรรมของพระพุทธเจ้า จนได้ดวงตาเห็นธรรมหรือบรรลุเป็นพระอริยบุคคลระดับโสดาบัน ท่านจึงขออุปสมบทในพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา พระอัญญาโกณฑัญญะจึงกลายเป็นพระสงฆ์องค์แรกในโลก และด้วยเหตุที่ท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคล (อนุพุทธะ) เป็นคนแรก จึงทำให้ในวันนั้นมีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์เป็นครั้งแรกในโลก คือ มีทั้งพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้วันนี้ถูกเรียกว่า “วันพระธรรม” หรือ วันพระธรรมจักร อันได้แก่วันที่ล้อแห่งพระธรรมของพระพุทธเจ้าได้หมุนไปเป็นครั้งแรก และ “วันพระสงฆ์” คือวันที่มีพระสงฆ์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก อีกด้วย

เดิมนั้นไม่มีการประกอบพิธีการบูชาในเดือน 8 หรือวันอาสาฬหบูชาในประเทศพุทธเถรวาทมาก่อน จนมาในปี พ.ศ. 2501 การบูชาในเดือน 8 หรือวันอาสาฬหบูชาจึงได้เริ่มมีขึ้นในประเทศไทย ตามที่คณะสังฆมนตรี ได้กำหนดให้วันนี้เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2501 โดยคณะสังฆมนตรีได้มีมติให้เพิ่มวันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาในประเทศไทย ตามคำแนะนำของ พระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารี) โดยคณะสังฆมนตรีได้ออกเป็นประกาศสำนักสังฆนายกเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 กำหนดให้วันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาพร้อมทั้งกำหนดพิธี อาสาฬหบูชาขึ้นอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีพิธีปฏิบัติเทียบเท่ากับวันวิสาขบูชาอันเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสากล

อย่างไรก็ตาม วันอาสาฬหบูชาถือเป็นวันสำคัญที่กำหนดให้กับวันหยุดของรัฐเพียงแต่ในประเทศ ไทยเท่านั้น ส่วนในต่างประเทศที่นับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาทอื่น ๆ ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับวันอาสาฬหบูชาเทียบเท่ากับวันวิสาขบูชา

ความสำคัญ

วันอาสาฬหบูชา หรือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมที่ทรงตรัสรู้เป็นครั้งแรก จึงถือได้ว่าวันนี้เป็นวันเริ่มต้นประกาศพระพุทธศาสนาแก่ ชาวโลก และด้วยการที่พระพุทธเจ้าทรงสามารถ แสดง เปิดเผย ทำให้แจ้ง แก่ชาวโลก ซึ่งพระธรรมที่ทรงตรัสรู้ได้ จึงถือได้ว่าพระองค์ได้ทรงกลายเป็นสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าโดย สมบูรณ์ คือทรงสำเร็จภารกิจแห่งการเป็นพระพุทธเจ้าผู้เป็น “สัมมาสัมพุทธะ” คือทรงเป็นพระพุทธเจ้าผู้สามารถแสดงสิ่งที่ทรงตรัสรู้ให้ผู้อื่นรู้ตามได้ ซึ่งแตกต่างจาก “พระปัจเจกพุทธเจ้า” ที่แม้จะตรัสรู้เองได้โดยชอบ แต่ทว่าไม่สามารถสอนหรือเปิดเผยให้ผู้อื่นรู้ตามได้ ด้วยเหตุนี้วันอาสาฬหบูชาจึงมีชื่อเรียกว่า “วันพระธรรม”

วันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่ท่านโกณฑัญญะได้บรรลุธรรมสำเร็จพระโสดาบันเป็นพระอริยบุคคลคนแรก และได้รับประทานเอหิภิกขุอุปสมบทเป็นพระสงฆ์องค์ แรกในพระศาสนา และด้วยการที่ท่านเป็นพระอริยสงฆ์องค์แรกในโลกดังกล่าว พระรัตนตรัยจึงครบองค์สามบริบูรณ์เป็นครั้งแรกในโลก ด้วยเหตุนี้วันอาสาฬหบูชาจึงมีชื่อเรียกว่า “วันพระสงฆ์”

ดังนั้น วันอาสาฬหบูชาจึงถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นการระลึกถึงวันคล้ายวันที่เกิด เหตุการณ์สำคัญของพระพุทธศาสนาดังกล่าว ซึ่งควรพิจารณาเหตุผลโดยสรุปจากประกาศสำนักสังฆนายกเรื่องกำหนดพิธี อาสาฬหบูชา ที่ได้สรุปเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในวันอาสาฬหบูชาไว้โดยย่อ ดังนี้

1. เป็นวันแรกที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนา
2. เป็นวันแรกที่พระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมจักร์ ประกาศสัจจธรรม อันเป็นองค์แห่งพระสัมมาสัมโพธิญาณ
3. เป็นวันที่พระอริยสงฆ์สาวกองค์แรกบังเกิดขึ้นในโลก คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ ได้รับประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทา ในวันนั้น
4. เป็นวันแรกที่บังเกิดสังฆรัตนะ สมบูรณ์เป็นพระรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

คำกลอนสอนใจ

อันความดีเป็นแก่นกลางทางชีวิต เอาความคิดเป็นเครื่องช่วยอำนวยผล
เอาแรงงานเป็นกลไกภายในตน นี้คือคนมีคุณค่าราคางาม

เมื่อเจ้ามามีอะไรมาด้วยเล่า จะมัวเมาโกยตะบึงไปถึงไหน
เศรษฐีม่องเขาต้องเอา ไปเผาไฟ ยิ่งเผาไปยิ่งล่อนจ้อนกว่าตอนมา
เมื่อเรามาเราก็มากายาเปล่า ครั้นตายเล่าเอาอะไรไปได้หนา
มาอย่างไรไปอย่างนั้นคือสัญญา อย่านึกว่านี้ของเราจะเศร้าใจ
เมื่อเจ้ามามีอะไรมาด้วยเจ้า เจ้าจะเอาแต่สุขสนุกไฉน
เจ้ามาเปล่าแล้วเจ้าจะเอาอะไร เจ้าก็ไปตัวเปล่าเหมือนเจ้ามา

จงเตือนตนของตนให้พ้นผิด ตนเตือนจิตตนได้ใครจะเหมือน
ตนเตือนตนไม่ได้ใครจะเตือน อย่าแชเชือนจงเตือนตนให้พ้นภัย

ความถ่อมตนเป็นสง่าชูราศี ส่งความดีให้สูงเลิศเด่นเฉิดฉาย
เหมือนเรือนทองรองเพชรให้รุ้งพลาย แม้นซื้อขายราคาล้ำเพชรน้ำงาม

ปากเป็นเอกเลขเป็นโทโบราณว่า หนังสือตรีมีปัญญาหาเสียหาย
ถึงรู้มากไม่มีปากลำบากกาย มีอุบายพูดไม่เป็นเห็นป่วยการ

รักใดเล่าจะแน่เท่าแม่รัก ผูกสมัครรักลูกมั่นมิหวั่นไหว
ห่วงใดเล่าจะเท่าหวงดั่งดวงใจ ที่แม่ให้รักแก่ลูกอยู่ทุกครา
ยามลูกขื่นแม่ยิ่งขมตรมหลายเท่า ยามลูกเศร้าแม่ยิ่งโศกวิโยคหา
ยามลูกหายแม่ยิ่งห่วงดังดวงตา ยามลูกมาแม่ก็หมดลดห่วงใย

อันตัวต่ำแล้วอย่าทำให้เกินศักดิ์ เขาจะมักเหม็นปากเหมือนซากผี
เปรียบเหมือนเกลือเจือปนกับชลธี มันก็มีแต่จะจืดไม่ยืดยาว

จะเป็นสุขก็ต้องทุกข์ไปพลางก่อน จะเป็นก้อนที่ละน้อยค่อยผสม
จะเป็นใหญ่เป็นศรีที่นิยม ก็ต้องก้มเริ่มจากต่ำกระทำไปฯ

เอาทำไมความอิจฉาคนว่าร้าย เอาไปขายก็ไม่ได้ไร้แก่นสาร
เอามาแล้วจะหนักตัวหัวกระบาล เอามาผลาญความสุขเราเอาทำไมฯ

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ที่ซ่อนใจ

มีนิทานเรื่องหนึ่งเล่ากันสืบต่อมาในหมู่อินเดียนแดงเผ่าซูว่าเมื่อพระเจ้าได้สร้างโลกและสรรพสัตว์ขึ้นมาแล้ว ก็ถึงคราวที่พระองค์จะสร้างมนุษย์ แต่แล้วพระองค์ก็เป็นห่วงว่าถ้ามอบปัญญาแก่มนุษย์แล้ว ต่อไปมนุษย์อาจทำตัวยิ่งใหญ่เกินกว่าพระองค์ได้จึงมอบหมายให้สิงโตคิดอ่านหาวิธีซ่อนปัญญาของมนุษย์ สิงโตจึงเรียกประชุมบรรดาสัตว์ เพื่อหาอาสาสมัครที่จะทำภารกิจนี้
หมีเสนอตัวว่าจะเอาปัญญาของมนุษย์ไปซ่อนในภูเขาที่ไกลสุดขอบฟ้ามั่นใจว่ามนุษย์หาไม่เจอแน่
สิงโตคิดสักครู่แล้วก็ส่ายหัวพูดว่าวิธีนี้ไม่ได้ผล ไม่ว่าภูเขาลูกนั้นจะอยู่ไกลแค่ไหนมนุษย์ต้องหาเจอแน่ สักพักปลาวาฬก็ออกความคิดว่า เอาไปซ่อนในสะดือทะเลสิมนุษย์ไม่มีทางดำไปพบหรอก สิงโตส่ายหัวอีก ไม่ว่าสะดือทะเลจะอยู่ลึกแค่ไหน สักวันมนุษย์ก็ต้องหาวิธีไปถึงจนได้
สัตว์นานาชนิดต่างออกหัวคิด แต่ก็ไม่มีวิธีไหนที่น่าพอใจ จนที่สุดก็หมดปัญญา ที่ประชุมตกอยู่ในความเงียบงัน ผมขออาสาเอง สัตว์ทั้งหมดหันไปมองเจ้าของเสียง พอรู้ว่าเป็นเจ้าหนูตัวน้อย ก็ฮาลั่น ต่างนึกในใจว่า ช่างไม่เจียมตัวเสียเลยสิงโตถามอย่างเสียไม่ได้ว่า เจ้าจะเอาปัญญามนุษย์ไปซ่อนที่ไหน เอาไปซ่อนไว้ในใจมนุษย์ไงครับ หนูกล่าว ถ้าเอาไปซ่อนที่นั่น มนุษย์ไม่มีวันหาเจอแน่
มาถึงวันนี้กาลเวลาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า วิธีการของสัตว์ตัวไหนที่แยบคายที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นยอดเขาหิมาลัยใต้มหาสมุทรแปซิฟิก หรือสุดขอบกาแล็กซี มนุษย์ก็ยังหา ทางไปถึงจนได้หรืออย่างน้อยก็สอดส่ายสายตาไปจนรู้ว่ามีอะไรอยู่ที่นั่นบ้าง ไม่ว่าจะไกลแค่ไหน เราก็สำรวจค้นคว้าไม่เลิกรา แต่แล้วเราแทบจะไม่รู้จักจิตใจของเราเลย
เราเดินทางไปทุกหนแห่งแต่กลับปล่อยจิตใจให้กลายเป็นแดนสนธยา ใช่หรือไม่ว่าเรารู้มากมายแต่ล้วนเป็นเรื่องนอกตัวไม่มีอะไรที่ใกล้แสนใกล้เท่ากับจิตใจของเรา แต่แล้วมันกลับดูเหมือนไกลแสนไกล

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

การศึกษาและเรียนรู้

เด็กหนุ่มคนหนึ่ง มีนิสัยรั้น ชอบอวดเก่ง เห็นใครทำอะไรเขาก็ทำตามได้ และคิดว่าตนเองทำได้ดีกว่าผู้อื่นเสมอ วันหนึ่ง เด็กหนุ่มเดินเล่นอยู่ริมแม่น้ำ พลันสายตาเหลือบเห็นผู้เฒ่าสองท่านกำลังนั่งตกปลา แต่ละท่านเต็มไปด้วยมาดเคร่งขรึม แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้ชำนาญการตกปลาเป็นอย่างยิ่ง เพียงแค่ผู้เฒ่ากระตุกคันเบ็ด ก็ได้ปลาทุกครั้ง
ทันใดนั้น ผู้เฒ่าท่านหนึ่งลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว พริบตานั้นเอง ผู้เฒ่าท่านนี้กระโดดไปบน ผิวน้ำทีละก้าว…ทีละก้าว จนไปถึงฝั่งตรงข้าม เพื่อหยิบเหยื่อปลา แล้วกระโดดทีละก้าวกลับ มาที่เดิม และในเวลาต่อมาไม่นานนัก ท่านผู้เฒ่าท่านที่สอง ได้ลุกขึ้น พร้อมกระโดดที่ละก้าว…. ทีละก้าว….. ข้ามไปฝั่งตรงกันข้ามของแม่น้ำเหมือนผู้เฒ่าคนแรก นำปลาที่เพิ่งตกได้ใส่ข้อง
แล้วกระโดดกลับมานั่งที่เดิม เด็กหนุ่มถึงกลับตะลึง ไม่คาดฝันว่าผู้เฒ่าทั้งสอง สามารถเดินบนผิวน้ำได้ เหมือนมี วิชาตัวเบา เด็กหนุ่มเห็นดังนั้น ด้วยความอวดเก่งไม่คิดหน้า คิดหลัง จึงลองกระโดดเหมือนผู้เฒ่าบ้าง แต่เขากลับจมดิ่งลงสู่ก้นแม่น้ำทันที สองผู้เฒ่าได้ช่วยเหลือเด็กหนุ่มจนขึ้นฝั่งได้แล้ว ท่านผู้เฒ่าท่านหนึ่งมองเด็กหนุ่มด้วย ความสมเพช แล้วจึงบอกว่า
เจ้าเด็กโง่… พวกเรานั่งตกปลาที่นี่มานานนับสิบปี เรารู้ดีว่า ที่แม่น้ำนี้ตรงไหนมีตอไม้ให้เราเหยียบได้บ้าง เราก็เลยกระโดดข้ามไปได้เหมือนมีวิชาตัวเบาสามารถเหยียบบน ผิวน้ำได้ เจ้าเด็กโง่… เจ้ายังไม่รู้อะไร เจ้าจะทำตามได้อย่างไร เจ้าเด็กโง่
ก่อนเด็กหนุ่มจะได้รู้เคล็ดลับของผู้เฒ่า เล่นเอาเขาเกือบจมน้ำตาย
เรื่องนี้สอนว่า การที่จะทำอะไรให้ประสพผลสำเร็จ เราต้องศึกษาให้ถ่องแท้ว่าผู้ที่เขาประสบความสำเร็จ เขามีเคล็ดลับอะไร มีประสบการณ์มาอย่างไร อย่าตัดสินว่าทุกสิ่งทุกอย่าง มันง่าย เหมือนอย่างที่เราเห็น เพราะไม่เช่นนั้นแล้วมันสามารถทำให้เราตายได้ จริงไหม…

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

หมาไล่งับเนื้อ

เรื่องเล่าว่า…
วันหนึ่ง…พวกกรุงเทพฯ…เอากฐินไปทอดที่วัดแห่งหนึ่งในชนบท มีการจัดงานกันใหญ่โต…มีหนัง…มีลิเก…มีดนตรี… ผู้คนแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน…ก่อนทอดกฐิน…ผู้คนมารวมกันเต็มศาลา…
ครู่หนึ่งหลวงพ่อเรียกเด็กวัดมา…บอกให้ไปเอาเนื้อจากโรงครัวมาก้อนหนึ่ง…แล้วเอาเชือกมาด้วย…
หลวงพ่อจัดการ…เอาเนื้อ…ผูกติดกับหลังหมา…
ผูกเสร็จ…ก็ปล่อยหมา…หมาเห็นเนื้ออยู่บนหลัง…ก็ไล่งับ… พอหัวโดดงับ…ตัวก็ขยับหนีเพราะหมามันกัดหลังตัวเองไม่ถึง…
ยิ่งโดดงับเร็ว…ก้อนเนื้อก็หนีเร็ว…โดดไม่หยุด…เนื้อก็หนีไม่หยุด…น่าสงสารหมามาก…
หมาโดดอยู่นาน…งับเท่าไหร่…เนื้อก็ไม่เข้าปากสักที…ผู้คนบนศาลา…พากันหัวเราะชอบใจ… หัวเราะเยาะหมา… ว่าทำไมมันถึงโง่ยังงี้…ไล่งับจะกินเนื้อ…ที่ตัวเองไม่มีทางไล่ตามทันตลอดชีวิต…
หลวงพ่อ…เห็นผู้คนมองดูด้วยความสนุกสนานจนหนำใจแล้ว…ก็แก้เชือกออกจากหลังหมา…
แล้วหันมาพูดกับญาติโยมว่า…
มนุษย์เรามีความรู้สึกว่าตัวเองพร่อง ตัวเองยังไม่เต็มต้องเติมตลอดเวลาเติมไม่หยุดเพื่อให้ตัวเองเต็ม เราอยากสวย อยากทันสมัยไปหาซื้อเสื้อผ้าที่สวยที่สุดทันสมัยที่สุด มาใส่ ดีใจได้เดือนเดียว…มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว…สวยกว่า…ทันสมัยกว่า…
อยากได้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่… ซื้อเสร็จ 3 เดือน…รุ่นใหม่ก็โผล่มาอีกแล้ว…
ซื้อคอมพิวเตอร์ทันสมัยที่สุด… 2 เดือนต่อมา…มีรุ่นใหม่กว่าออกมา…ของเราตกรุ่น…
ซื้อรถเบนซ์…ทันสมัยที่สุด…แพงมาก… ขับได้ 6 เดือน…มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว…
ทันสมัยกว่า…แพงกว่า…ของเรากลายเป็นเชย… เราต้องก้มหน้าก้มตา…ทำงานทั้งวันทั้งคืน…หาเงินมา… เพื่อมาทำให้ตัวเองทันสมัย…ซื้อเสื้อผ้าใหม่…มือถือใหม่…คอมพิวเตอร์ใหม่…รถยนต์คันใหม่…เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส…เพื่อไม่ให้ตัวเองตกรุ่น…
ปัจจุบัน…เรากำลังไล่งับความทันสมัย…เหมือนหมาที่ไล่งับเนื้อบนหลังของมัน…ทั้งที่รู้ว่า…ต่อให้ไล่งับทั้งชีวิต…ก็ไม่มีทางตามทัน…น่าสงสารไหมโยม…
คนเต็มศาลา…เมื่อกี้หัวเราะครึกครื้น…ด่าว่า…หมามันโง่…ตอนนี้เงียบสนิท…เหมือนไม่มีคนอยู่… ไม่รู้ว่า…กำลังสงสารหมา…หรือ…กำลังทบทวนความโง่…ตัวเอง
อนุโมทนา สาธุ……………….

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

มันจะเจริญได้อย่างไร!

กำนันบุญไปเยี่ยมลูกสาวซึ่งแต่งงานอยู่กินกับชาวอเมริกัน เมื่อไปถึงอเมริกาลูกเขยก็ต้อนรับอย่างเต็มที่เรียกได้ว่าเลี้ยงดูปูเสื่อสามวันสามคืนเลยทีเดียว พอวันที่สามกำนันบุญจึงถามลูกเขยว่า
(กำนันบุญ) … ถามจริงๆ เถอะ เลี้ยงดูขนาดนี้ ยูเอาเงินมาจากไหน?
(ลูกเขย) … อ๋อ ! ดูโน่นซิครับพ่อ
ลูกเขยตอบพลางชี้ไปทางแม่น้ำแล้วถามว่า
(ลูกเขย) … เห็นอะไรไหม ?
(กำนันบุญ) … เห็น ก็แม่น้ำไง
(ลูกเขย) … แล้วเห็นสะพานไหม?
(กำนันบุญ) … เห็น
(ลูกเย) … นั่นแหละครับ สะพานที่ผมสร้างขึ้น เวลารถผ่านแต่ละคัน ก็ต้องเสียสตางค์ให้ผม เงินก็มาจากนั่นแหละครับ
หลังจากนั้นปีต่อมา ลูกเขยมาเที่ยวเมืองไทยพร้อมภรรยา กำนันบุญก็เลี้ยงต้อนรับลูกเขยอย่างเอิกเกริกสามวันสามคืนเหมือนกัน
ลูกเขยก็ตั้งคำถามเดียวกันว่า พ่อตาเอาเงินมาจากไหน
(กำนันบุญ) … เห็นแม่น้ำนั่นไหม ? กำนันบุญถาม
(ลูกเขย) เห็น ลูกเขยตอบ
(กำนันบุญ) …แล้วเห็นสะพานไหม?
(ลูกเขย)…ไม่เห็นมีสะพานเลยนี่ครับ ลูกเขยมองแล้วตอบอย่าง งงๆ
(กำนันบุญ) … เออ ! ก็นั่นแหละ เงินที่เราเลี้ยงกันอยู่นี่ก็เป็นเงินสำหรับสร้างสะพานของตำบลนี้แหละ เอ้า! ไม่ต้องเกรงใจเชิญทุกคนดื่มกินกันให้เต็มที่ ยังมีอีกหลายโครงการ ดื่ม ดื่ม ไชโย…..ประเทศไทย

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

รอยเท้าที่ยิ่งใหญ่

พ่อคับ… เล่าเรื่องคุณปู่ให้ผมฟังหน่อยซิครับ (แมงสาบรุ่นเยาว์รบเร้าพ่อ)
ก็ได้… ก็ได้… แต่แกฟังแล้วต้องเข้านอนนะ ห้ามโยเย… (แมงสาบผู้พ่อพูด)
……………………………………………………………………………..
เรื่องมันก็มีอยู่ว่า…. (แมงสาบผู้พ่อ มองไปบนฟ้า… รำลึกถึงเรื่องราว…)
ครั้งนั้นปู่ของแกยังเป็นแมงสาบวัยรุ่น แกเที่ยวเดินทางยังที่ต่างๆ ทั่วโลก
จนวันหนึ่งแกไปพบกับแมงสาบรุ่นสาว… สวย… หัวเป็นสีเหลืองเข้ม… ก็คือย่าของลูกนี่แหละ…
ไปเจอกันที่อเมริกา โน่น… ยุคนั้นเราไปขุดทองที่นั่นกันเยอะ… เป็นโรบินฮู้ดน่ะ…
ปู่กับย่า ครองรักกันอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง…
ประมาณสองเดือนก็มีลูกเล็กๆ มากมาย
หนึ่งในนั้นก็มีพ่อด้วยตัวหนึ่ง…ปู่แกเป็นแมงสาบที่แข็งแรง ห้าวหาญ และมีจิตใจที่เป็นอิสระ…เป็นพ่อที่ดี…
วันหนึ่ง แกมัวแต่กินเศษช็อกโกแล๊ต ในกระเป๋าเจ้าของบ้านจนเพลินก็เลยติดกระเป๋าไปที่ทำงาน…
ย่าแกพยายามเกาะชายกางเกงเจ้าของบ้าน เพื่อตามปู่ไปในวันรุ่งขึ้น…
แต่มันก็สายเกินไป… ลุงแดนนี่ (แมงสาบอเมริกัน) บอกว่า…
ปู่ของแกโดนเหยียบติดรองเท้าไปแล้ว ให้ย่าทำใจซะ คงไม่ได้พบกันอีก…
ย่ากลับบ้านมาด้วยดวงใจที่แหลกสลาย… แกระทมราวกับชีวิตจะหาไม่…
แต่แล้ว… วันหนึ่งจึงได้รู้ว่าปู่ยังไม่ตาย…
แกติดอยู่ในร่องของพื้นรองเท้าของชายผู้หนึ่ง…
จังหวะที่ถูกเหยียบ แกพยายามหดตัวอย่างสุดแรง… ตับไตไส้พุงแกถูกบีบ
…พอแกปล่อยตัวจากการหด
แกก็ติดแหง็กอยู่ในซอกรองเท้า…ไม่อาจเคลื่อนไหวได้อีก…
ปู่แกติดอยู่นาน… นานเท่าไหร่แกคงไม่รับรู้…
รู้แต่ว่าเจ้าของรองเท้าออกเดินทาง… เดินทางไปไกลแสนไกล…ปู่แก
ถึงแม้จะเจ็บปวดทรมาน แต่ก็ยังควบคุมสติไว้ได้…
แกรู้ว่าแกกำลังจะได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่…สิ่งที่โลกจะต้องจารึกชื่อของแกไว้
…หากแกยอมกลั้นใจตายก็คงไม่ต้องเจ็บปวดทรมาน
แต่แกไม่…แกทนเจ็บ ทนหิว… แกรู้ว่าย่าจะต้องภูมิใจในตัวแก เมื่อรู้ในสิ่งที่แกทำ
วันที่ชายเจ้าของรองเท้าเดินทางไปถึงที่หมาย…
แกสวดมนต์วิงวอน ขอให้พระผู้เป็นเจ้าเมตตาแก่ดวงวิญญาณของแก…
ขอให้มอบพลังเฮือกสุดท้ายให้แก… แกจะกลายเป็นตำนาน…
วินาทีที่ชายเจ้าของรองเท้าเปิดประตูออก…
แกถูกแรงบีบอัดมหาศาลจากรอบตัว… แกต่อต้านมันไว้ด้วยหัวใจที่เข้มแข็ง
ด้วยพลังแห่งความรักที่มีต่อครอบครัว… ต่อลูกน้อยๆ ของแก ชายเจ้าของรองเท้า
ก้าวออกมาจากประตู เท้ายังลอยไม่แตะพื้น…
เท้าที่มีปู่ของแกติดอยู่… ลอยเชื่องช้าอยู่กลางอากาศ…
ปู่แกรวบรวมจิตใจ…ยืดเท้าออกเต็มที่…
ยืดออกมาจนพ้นจากพื้นรองเท้านั้น…
เท้าแกสัมผัสพื้น… ก่อนเจ้าของรองเท้าเพียงเสี้ยววินาที
…แล้วร่างของแกก็แหลกสลายไปกับอากาศธาตุ… เป็นฝุ่นผงธุลี…
ไปสู่อ้อมกอดของพระผู้เป็นเจ้า… ชั่วนิรันดร…
เช้าของการถ่ายทอดสดทางทีวี วันนั้น…
หากใครสังเกตดีๆ… รอยเท้าของ นีล อาร์มสตรอง
ที่เหยียบลงบนพื้นของดวงจันทร์จะมี รอยขีดเล็กๆ อยู่หลายขีด…
นั่นล่ะ… รอยเท้าของสิ่งมีชีวิตแรก… ที่เหยียบลงบนดวงจันทร์…
รอยเท้าของปู่แก… แมงสาบผู้มีจิตวิญญาณอันเสรี…

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น